วลัยลักษณ์ ทรงศิริ 

ตีพิมพ์โดยตัดทอนบางส่วนอยู่ในวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๔๔ ฉบับที่ ๔ (ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๖๑)

การตั้งถิ่นฐานชายฝั่งทะเลตะวันออก : จาก “ที่ราบในป่าเขาสู่ชายฝั่งทะเล”

ทางตะวันออกของลุ่มเจ้าพระยาคือภูมิภาคที่ประกอบด้วย เทือกเขาและป่าเขาทางด้านในของแผ่นดิน เช่นเขาเขียว เขาชมพูทางชลบุรี เขาขุนอิน เขาหน้ายักษ์ เขางวงช้าง เขาท่าฉุด เขาตะเภาคว่ำทางเมืองระยอง เขาชะเมาทางเมืองระยอง เขาเจ้า เขาอ่างกระเด็นทางชลบุรีต่อกับเมืองระยอง เขาชะมูน เขาอ่างฤาไน ทางเมืองระยองต่อกับจันทบุรี เขาสอยดาวเหนือใต้ เขาสามง่ามและเขาสระบาปทางจันทบุรี มีลำน้ำหลายสายไหลจากต้นน้ำในแถบเทือกเขาด้านในลงสู่ทะเล จากตะวันตกไปตะวันออก เช่น คลองพานทอง คลองบางพระ คลองบางละมุง คลองนาเกลือ จากเหนือลงใต้ เช่น คลองใหญ่หรือแม่น้ำระยอง คลองแกลง คลองประแส คลองพังราด คลองกระแจะคลองโตนดปากน้ำแขมหนู แม่น้ำจันทบูร แม่น้ำเวฬุ แม่น้ำตราด ส่วนทางฝั่งตะวันตกและทางใต้คือแนวชายฝั่งทะเลที่มีเกาะน้อยใหญ่อยู่เป็นระยะ มีหาดทรายละเอียดในแถบระยอง ถัดจากหาดทรายตามปากน้ำก็จะมีสภาพนิเวศแบบป่าชายเลนหรือน้ำกร่อย แหล่งอาหารแถบนี้อุดมสมบูรณ์ทั้งบนบก ป่าชายเลน และทะเลชายฝั่ง

ชุมชนแรกเริ่มน่าจะตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยเข้าไปตามขอบที่ราบชายลำน้ำนับจากชายฝั่งเข้าไปในระยะไม่ไกลมากนักโดยเฉลี่ยราว ๑๕-๒๐ กิโลเมตรจากแนวชายฝั่งทะเล ตามสองฝั่งของลำน้ำลำคลองสายสั้นๆ มีชุมชนตั้งถิ่นฐานทำเรือกสวนไร่นา บางแห่งก็เป็นเมืองขนาดเล็ก ภูมิภาคนี้ถือว่ามีการตั้งถิ่นฐานของผู้คนอยู่อย่างเบาบางเพราะมีเทือกเขาและป่าไม้เบญจพรรณหนาทึบเป็นส่วนใหญ่มาแต่โบราณ ผู้คนในสมัยอยุธยาปรากฎร่องรอยหลักฐานตั้งชุมชนทำนาปลูกข้าวอยู่ภายในสองฝั่งลำน้ำ ในที่ราบระหว่างเนินเขาหรือภูเขาขนาดเล็ก เช่น ที่ราบลุ่มลำน้ำคลองใหญ่หรือแม่น้ำระยอง สองฝั่งลำน้ำเป็นชุมชนมาแต่สมัยอยุธยามีอยู่จำนวนไม่น้อย ทำนาปลูกข้าวเป็นพื้น ลุ่มน้ำระยองถือว่าเป็นที่ลุ่มปลูกข้าวขนาดใหญ่ที่สุดในแถบหัวเมืองตะวันออก ตั้งแต่บ้านทับมา บ้านนาคอก บ้านแลง บ้านนาตาขวัญ บ้านค่ายไปจนถึงบ้านละหาร ส่วนที่ราบลุ่มประแสตอนบนก็พบหลักฐานการอยู่อาศัยสมัยอยุธยาเช่นกัน เช่นที่บ้านนา แหลมเหียง ชุมชนสมัยอยุธยาที่มีคูคันดินล้อมรอบซึ่งในแถบหัวเมืองชายทะเลนี้น่าจะมีที่ค่ายสมเด็จพระเจ้าตากสินริมฝั่งคลองท่าช้าง ลำน้ำสาขาของแม่น้ำจันทบุรี ส่วนที่เมืองศรีพโลอยู่ใกล้ลำน้ำสาขาของลำน้ำพานทองด้านตะวันออกของเขาบางทราย เมืองชลบุรี น่าจะเป็นเมืองท่าในสมัยอยุธยาตอนต้นๆ เมืองหรือชุมชนเหล่านี้ตั้งอยู่ห่างชายฝั่งทะเลน้ำกร่อยขึ้นไม่ถึง สภาพแวดล้อมไม่ใช่แบบป่าชายเลน แต่ก็ยังสามารถติดต่อกับชุมชนประมงชายหรือสถานีการค้าชายฝั่งบริเวณปากน้ำได้สะดวก บริเวณดังกล่าวนี้ลักษณะการตั้งถิ่นฐานของชุมชนเก่า ซึ่งอยู่ภายในและสามารถรองรับการเดินทางเข้าสู่ป่าเขารกทึบเพื่อหาทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นส่วยสินค้าส่งทางเมืองหลวงและนำไปค้าขาย 

31

แผนที่บริเวณลุ่มน้ำประแสซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองแกลงในปัจจุบัน ของกรมแผนที่มาตราส่วน ๑ : ๕๐,๐๐๐ ชื่อระวาง จันทบุรี  ๔, ๔๗, ๒๘ แผ่นที่ ๒ และ ๓ ต่อกัน สำรวจเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๙ และพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๔ (ตามต้นฉบับเดิม) แสดงให้เห็นสภาพภูมิประเทศ บริเวณทุ่งนาปลูกข้าว บริเวณป่าเบญจพรรณ บริเวณป่าเสม็ด ป่าน้ำกร่อยน้ำท่วมชายฝั่ง และตำแหน่งที่ตั้งชุมชนในชื่อตามสภาพแวดล้อมที่ตั้งต่างๆ ซึ่งปัจจุบันบ้างเปลี่ยนแปลงไป บ้างชื่อเหล่านั้นหายไปแล้ว จะเห็นว่าในรัชกาลที่ ๖ ตำแหน่งของวัดโพธิ์ทองและบ้านทางเกวียนตลอดจนบ้านดอนเค็ดยังมีร่องรอยของความเป็นชุมชนเมืองแกลงเก่าอยู่ ในขณะที่บ้านสามย่านทางฝั่งใต้ลำน้ำประแสเป็นที่ตั้งของเมืองแกลงในยุคต่อมาแล้ว

ผู้คนที่อยู่ด้านในและผสมผสานกับผู้คนที่เข้ามาใหม่เพื่อตั้งบ้านเรือนในบริเวณนี้เรียกว่าคน “ชอง” เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาในตระกูลมอญ-เขมร อยู่กันในระดับสังคมหมู่บ้านเท่านั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบันทึกถึงคนชองว่า ..อยู่แถบป่าสีเซ็นเขตต่อแดนกับเมืองพระตะบองและเป็นกองส่วนเร่วส่วยกระวานขึ้นเมืองจันทบุรี อยู่ที่ป่าน้ำเขียว ป่าตะเคียนทอง ป่าไพรขาว…

แผนที่อาณานิคมชาวฝรั่งเศสราวสมัยรัชกาลที่ ๕ เขียนคำว่า “ชอง” ลงบนพื้นที่ในแถบตะวันออกนี้ทั้งหมดทีเดียว

กลุ่มคนชองน่าจะผสมผสานกับผู้คนที่เข้ามาใหม่และตั้งบ้านเรือนอยู่ปะปนรวมกันบ้าง เช่น การเอ่ยถึงเครือญาติวงศ์วานของสุนทรภู่ว่าเป็นชองและปรากฎกลุ่มบ้านคนเชื้อสายชองแทรกตามพื้นที่ต่างๆ แม้แต่ผู้บริจาคที่ดินเพื่อสร้างวัดโบสถ์เขาพลอยแหวนรวมทั้งเจ้าอาวาสที่เป็นบุตรก็เป็นชาวชองที่เคยอยู่รอบเขาพลอยแหวนและบางกะจะ เมืองจันทบุรี ปัจจุบันชุมชนเชื้อสายชองอยู่รวมกันเป็นใหญ่ในแถบบ้านตะเคียนทองและใกล้เคียง อำเภอเขาคิชฌกูฏ ซึ่งเป็นพื้นที่ภายในแผ่นดินในเขตเทือกเขาของจังหวัดจันทบุรี 

Map of Eastern Indochina — Viewer — World Digital Library 2561-07-10 15-14-15

จากแผนที่อินโดจีนที่ฝรั่งเศสทำขึ้นในช่วงอาณานิคมระบุพื้นที่บริเวณภาคตะวันออกภายในแผ่นดินโดยรวมๆ ว่าเป็นของกลุ่มชาวชอง

จากนั้นจึงมีการบุกเบิกพื้นที่ทำนาในเวลาต่อมาเมื่อมีผู้คนเพิ่มขึ้น และในปลายสมัยอยุธยาจึงมีผู้คนกลุ่มใหม่ เช่น คนจีนคนญวนเข้ามาอยู่อาศัยทางปากน้ำ เป็นชุมชนประมงชายฝั่งบ้านและเป็นชุมชนค้าขาย รับส่งสินค้าและเปลี่ยนกับชุมชนภายในและหัวเมืองต่างๆ ที่ต้องอาศัยการแล่นใบโดยเรือ เช่น เรือฉลอม เรือเป็ด เรือสำเภา ศูนย์กลางของเมืองก็เคลื่อนไปที่บริเวณปากน้ำบ้างเช่น ปากน้ำบางละมุง ปากน้ำระยอง ปากน้ำท่าเรือแกลง ปากน้ำประแส ปากน้ำแขมหนู ส่วนเมืองจันทบุรีและเมืองตราดไม่ได้เปลี่ยนแปลงจุดที่ตั้งมากนักเพราะเป็นหัวเมืองใหญ่ที่ถูกควบคุมจากส่วนกลางโดยเฉพาะในเหตุของการรับศึกสงครามชายอาณาเขต 

จดหมายเหตุของบาทหลวงตาชาร์ดที่บันทึกไว้ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ก็บรรยายสภาพการตั้งถิ่นฐานชุมชนในสมัยนั้นว่ามักตั้งอยู่ห่างๆ กัน ไม่ใช่เพราะเป็นไพร่หลบหนีนาย แต่เป็นด้วยธรรมชาติของผู้คนบริเวณนี้และบริเวณที่มักเต็มไปด้วยป่ารกทึบ นานๆ จึงจะพบหมู่บ้าน ส่วนในบันทึกในราวรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็พ้องกันว่าเริ่มมีการตั้งบ้านเรือนต่ำลงมาและเข้าใกล้บริเวณปากน้ำ ซึ่งอยู่ในเขตน้ำกร่อยแต่ยังทำนาได้มากขึ้น สามารถสานเสื่อจากต้นกกได้ ทำไต้ได้จากน้ำมันยางของต้นยางที่มีมาก ทำฟืนจากไม้โกงกางและไม้กระบก ทำใบจากสำหรับมวนบุหรี่ ทำภาชนะดินเผาและอิฐที่น้ำเคลือบและเนื้อดินได้จากบริเวณป่าชายเลนน้ำกร่อยปรับพื้นที่ทำสวนพริกไทย ไร่อ้อยและสวนยางในเวลาต่อมา และอาหารกุ้งหอยปูปลายังอุดมสมบูรณ์หาได้ง่ายอีกด้วย

ที่ราบลุ่มที่เคยเป็นแหล่งปลูกข้าวสำคัญแถบลุ่มน้ำประแสเมืองแกลงทางฝั่งตะวันออก จากบ้านกร่ำที่อยู่ใกล้แนวชายฝั่งทะเล บ้านวังหว้า ไปจนถึงบ้านสามย่าน และบ้านนาไปจนถึงบ้านประแสและชุมชนด้านเหนือขึ้นไปตามลำน้ำประแสอีกเล็กน้อย ส่วนฝั่งตะวันตกของลำน้ำประแสได้แก่แถบบ้านนาซา บ้านเนินยาง วัดคลองปูน บ้านทุ่งควายกิน วัดพงอ้อ วัดหนองกระพ้อ บ้านหนองกระพัง บ้านทุ่งหนองปรือ บ้านดอนเค็ด บ้านทุ่งหนองโพรง ที่ราบลุ่มสองฝั่งลำน้ำพังราด ฝั่งตะวันออกได้แก่ ได้แก่ บ้านพังราด บ้านหนองสะพาน บ้านท่ามะกอก บ้านชากขุนวิเศษ บ้านกองดิน ฝั่งตะวันตกได้แก่ บ้านช้างข้าม วัดเตาปูน บ้านนายามอาม ต่อมาทางคลองโตนดปากน้ำแขมหนู มีบ้านหนองกะซ้า บ้านโขมด บ้านท่าศาลา บ้านสนามไชย หนองคล้า ลุ่มน้ำจันทบุรีก็นับเป็นแหล่งปลูกข้าวขนาดใหญ่ไม่แพ้ลุ่มน้ำระยอง โดยเฉพาะทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำตั้งแต่แถบชายฝั่งนับแต่ปากน้ำแหลมสิงห์ไปทางบ้านชำห้าน หนองชิ้ม ขลุง บ้านบางสระเก้า บ้านหนองบัว บ้านพุงทะลาย บ้านน้ำรัก บ้านมะขาม ส่วนลำน้ำตราดมีทั้งสองฝั่งลำน้ำสาขา พื้นที่ไม่ใหญ่นัก เช่น คลองบางพระ คลองกระแจะ ทางบ้านน้ำเชี่ยว บ้านท่าตะเภา บ้านหนองคันทรง แหลมบาง บ้านท่าพริก บ้านโพรงจระเข้

การตรวจสอบภูมิภาคนี้จากแผนที่เก่าต่างๆ โดยมากจะสำรวจและจัดพิมพ์ในรัชกาลที่ ๖ และ ๗ ชื่อบ้านนามเมืองในแถบนี้ทำให้เห็นการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในสภาพแวดล้อมและภูมิประเทศแตกต่างกันอย่างมากมายและหลากหลาย ชื่อบางอย่างก็ไม่ทราบความหมายที่แน่ชัด แม้จะสอบถามจากผู้คนท้องถิ่นในปัจจุบัน เพราะมีการปรับเปลี่ยนการใช้พื้นที่ ปรับเปลี่ยนรูปแบบชีวิตวัฒนธรรมจนแทบจะลืมความหมายของลักษณะทางภูมิศาสตร์ต่างๆ ที่นำมาใช้นำหน้าชื่อหมู่บ้านเหล่านี้จนหมดสิ้นแล้ว

ชื่อหมู่บ้านในหัวเมืองชายฝั่งตะวันออกหากอยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินในป่าที่ตั้งอยู่ห่างๆ กัน ส่วนใหญ่จะขึ้นต้นด้วย สำนัก และ ชุมนุม หากลองแปลความตามคำเหล่านี้แบบง่าย สำนักที่เป็นกริยาแปลว่าอยู่ คำนามคือที่อยู่อาศัย ที่พัก ชุมนุมหมายถึงกลุ่มพวกมาอยู่รวมกัน ดังนั้นจึงหมายถึงชุมชนบ้านขนาดเล็กๆ ที่น่าจะเข้าไปบุกเบิกใหม่หรือมีคนอยู่จำนวนไม่มากและห่างไกลเมือง บริเวณป่าเขารกทึบซึ่งเป็นเขตต้นน้ำทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ผ่านการสัมปทานทำป่าไม้จนหมดและเปลี่ยนแปลงเป็นนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งของจังหวัดระยองและชลบุรี

นอกจากนี้ยังมีคำว่า ชาก พลง มาบ หนอง พง ทุ่ง นา เกาะ ดอน เนิน แหลม ทะเล ห้วง ป่า ชำ บ่อ วัง ตรอก โขด บางชื่อนั้นพบเฉพาะภูมิภาคนี้ เช่น ชาก พลง ซึ่งคำว่าชากคนในพื้นที่บางท่านให้ความเห็นว่าหมายถึงบริเวณป่าที่ยังหักร้างถางพงไม่เรียบร้อย ยังมีตอไม้อยู่มาก ส่วนชื่ออื่นๆ ซึ่งควรมีการศึกษาสภาพแวดล้อมเปรียบเทียบกับการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันอย่างละเอียดต่อไป ทั้งหมดคือการบอกลักษณะภูมิประเทศของที่ตั้งชุมชน เช่นการอยู่บนที่ดอน การอยู่ในที่มาบคือที่ลุ่มน้ำท่วมถึง การอยู่บนที่เนิน หรือริมน้ำที่มีลำน้ำคดโค้งจนเรียกว่าแหลม เป็นต้น

ในยุคต่อมาเมื่อพื้นที่การปลูกผลไม้เริ่มเปลี่ยนแปลงจากการเติบโตของเมืองในเขตปากน้ำเจ้าพระยา ภูมิภาคตะวันออกจึงกลายเป็นพื้นที่ปลูกผลไม้ นอกเหนือไปจากการปลูกพริกไท การปลูกยางพาราซึ่งเริ่มปลูกแบบไร่สวนขนาดใหญ่มาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์และทวีจำนวนมากขึ้นตามลำดับ มีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ทำนามาเป็นการปลูกผลไม้ เช่น ทุเรียน มังคุด กล้วย ฯลฯ และในช่วงสี่สิบปีที่ผ่าน พื้นที่ใกล้ชายฝั่งทะเลถูกเปลี่ยนแปลงจากการเปิดโอกาสให้ลงทุนที่ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบทางสภาพแวดล้อมกลายเป็นนากุ้ง ซึ่งพบปัญหาโรคกุ้งจนทำได้ไม่เหมือนแรกๆ แต่พื้นที่ยังไม่สามารถปรับคืนสู่สภาพนิเวศแบบเดิมได้ หลังจากที่พัฒนาพื้นที่เพื่อทำท่าเรือน้ำลึกทดแทนท่าเรือที่กรุงเทพฯ รวมทั้งการเปิดโอกาสให้ลงทุนสร้างนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่ของจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และตราด

หัวเมืองชายฝั่งทะเลตะวันออก

จากหลักฐานทางโบราณคดีโดยสรุปกล่าวได้ว่า การตั้งถิ่นฐานบริเวณหัวเมืองชายฝั่งทะเลตะวันออกล้วนสัมพันธ์กับเส้นทางการค้าทั้งภายในแผ่นดินออกสู่เส้นทางเดินเรือเลียบชายฝั่ง เพื่อติดต่อสัมพันธ์กับบ้านเมืองในท้องถิ่นอื่นๆ และการติดต่อกับบ้านเมืองโพ้นทะเล

ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายที่มีการพบชิ้นส่วนกลองมโหระทึกร่วมกับเครื่องมือเหล็กและสำริดแถบคลองกระแจะซึ่งเป็นชุมชนภายในอยู่บริเวณสาขาของลำน้ำตราด กำหนดอายุได้แบบกว้างๆ ในราว ๒,๒๐๐-๑๘,๐๐ ปีมาแล้ว ส่วนชุมชนก่อนหน้านั้นก็พบอยู่ประปรายตามบริเวณพื้นที่ติดต่อกับเทือกเขาภูเขาทั้งที่อยู่ใกล้และไกลชายฝั่งทะเลแถบเขาแก้วและเขาบายศรีในอำเภอท่าใหม่และไกลเข้าไปในเขตเทือกเขาที่อำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง และอำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี ซึ่งอยู่ในช่วงยุคหินและยุคสำริด

ในช่วงเวลาต่อมาที่ทำให้เห็นว่าชุมชนบริเวณนี้เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการค้าเลียบชายฝั่งทะเลและการขนย้ายสินค้าที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติจากในเขตป่าเขา อันเป็นส่วนหนึ่งในอำนาจทางการเมืองการค้าของชุมชนภายในแผ่นดิน บริเวณที่พบวัตถุสำคัญในช่วงเวลานี้คือที่ราบเชิงเขาสระบาป ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า “เมืองเพนียด” หรือชาวบ้านส่วนหนึ่งเรียกว่า “เมืองกาไว” ตามตำนานที่มีอิทธิพลความเชื่อแบบกลุ่มชาวชอง พบว่ามีการทำสระน้ำยกสูงหรือบารายรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ๒ ด้านเชื่อมต่อกันสร้างจากหินแลงซึ่งเป็นชั้นดินที่พบทั่วไปแถบภูมิภาคนี้ และมีการสร้างแนวคันดินรูปมุมฉากสำหรับเป็นแนวบังคับน้ำที่ไหลหลากมาจากคลองนารายณ์ ซึ่งมีต้นน้ำที่ถือว่าเป็นภูเขาและลำน้ำศักดิ์สิทธิ์ของเมืองเก่าเชิงเขาสระบาปแห่งนี้ อาณาบริเวณของการทำระบบการจัดการน้ำและโบราณวัตถุที่กระจัดกระจายเชื่อกันว่าเป็นพื้นที่ไม่ต่ำกว่า ๑,๖๐๐ ไร่ 

ทั้งบริเวณนี้ยังพบโบราณวัตถุหลายยุคสมัย เช่น ชิ้นส่วนเศียรพระหริหระแบบพนมดา อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒ ทับหลังแบบถาลาบริวัตรอายุในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ จารึกในพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ที่กล่าวถึงชื่อกษัตริย์อีศานวรมันที่มีถิ่นฐานบ้านเมืองอยู่ในแถบที่ราบสูงซึ่งต่อกับแนวเทือกเขาพนมดงเร็กและทางลุ่มน้ำโขงของลาวใต้และกัมพูชาตอนเหนือ รวมทั้งพบจารึกในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พบโบราณวัตถุในศิลปะแบบเขมรส่วนใหญ่ในภูมิภาคอีสานของไทยที่เรียกว่าแบบบาปวน ชิ้นส่วนเครื่องประดับอาคารแบบปราสาทจามใกล้ชายฝั่งเวียดนามตอนกลางทำจากหินทรายที่น่าจะมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๖

Zoom Model Viewer 2561-07-20 10-39-25

ชิ้นส่วนเศียรพระหริหระแบบพนมดา อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒ ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติปราจีนบุรี (ภาพจากเวบไซต์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติปราจีนบุรี)

27

ทับหลังรุ่นถาลาบริวัตรอายุในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ เมืองเพนียดที่เชิงเขาสระบาปนี้ไม่มีการสร้างคูน้ำและคันดินล้อมรอบแต่อย่างใด แนวคันดินที่มีร่องรอยนั้นคือแนวทำนบสำหรับจัดการบังคับลำน้ำและน้ำหลากจากเขาสระบาปสู่ศาสนสถานและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของเมือง ซึ่งแตกต่างไปจากบ้านเมืองใกล้ชายฝั่งทะเลที่มีความสำคัญจนเกิดเป็นชุมชนขนาดใหญ่ เช่น ที่เมืองอังกอร์เบอเรยในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นพื้นที่เริ่มแรกในการรับอิทธิพลทางศาสนาจากอินเดียที่เรียกว่าพนมดา ชุมชนเก่าเชิงเขาสระบาปที่จันทบุรีนี้น่าจะเป็นหนึ่งในบ้านเมืองที่อยู่ในมณฑลอำนาจทางการเมืองของบ้านเมืองในยุคเจนละสืบเนื่องจากพระเจ้าจิตรเสนและพระเจ้าอีสานวรมัน ซึ่งมีโบราณวัตถุเป็นพยานอยู่มากมาย เป็นชุมชนที่เป็นฐานของการส่งทรัพยากรธรรมชาติจากป่าเขา ซึ่งแน่นอนว่า กลุ่มชาวชองนั้นเป็นกำลังสำคัญและคงความมีอยู่ครอบคลุมภูมิภาคแถบนี้อยู่ตลอดมา

เมืองเพนียดที่เชิงเขาสระบาปนี้ไม่มีการสร้างคูน้ำและคันดินล้อมรอบแต่อย่างใด แนวคันดินที่มีร่องรอยนั้นคือแนวทำนบสำหรับจัดการบังคับลำน้ำและน้ำหลากจากเขาสระบาปสู่ศาสนสถานและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของเมือง ซึ่งแตกต่างไปจากบ้านเมืองใกล้ชายฝั่งทะเลที่มีความสำคัญจนเกิดเป็นชุมชนขนาดใหญ่ เช่น ที่เมืองอังกอร์เบอเรยในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นพื้นที่เริ่มแรกในการรับอิทธิพลทางศาสนาจากอินเดียที่เรียกว่าพนมดา 

ชุมชนเก่าเชิงเขาสระบาปที่จันทบุรีนี้น่าจะเป็นหนึ่งในบ้านเมืองที่อยู่ในมณฑลอำนาจทางการเมืองของบ้านเมืองในยุคเจนละสืบเนื่องจากพระเจ้าจิตรเสนและพระเจ้าอีสานวรมัน ซึ่งมีโบราณวัตถุเป็นพยานอยู่มากมาย เป็นชุมชนที่เป็นฐานของการส่งทรัพยากรธรรมชาติจากป่าเขา ซึ่งแน่นอนว่า กลุ่มชาวชองนั้นเป็นกำลังสำคัญและคงความมีอยู่ครอบคลุมภูมิภาคแถบนี้อยู่ตลอดมา

หลังจากนั้นไม่พบว่ามีหลักฐานสำคัญจนสามารถสร้างภาพบ้านเมืองในแถบภูมิภาคนี้ได้จนมาถึงสมัยอยุธยาตอนต้นที่ปรากฎหลักฐานจากบันทึกในพงศาวดารฉบับต่างๆ แล้ว

จนทำให้สามารถกล่าวได้ว่า การศึกสงครามแบบโบราณนั้นถือเอาการกวาดต้อนไพร่พลเมืองเป็นกำลังสำคัญ ผู้คนในหัวเมืองต่างๆ จึงถูกโยกย้ายในช่วงหลังสงครามกันโดยมาก โดยเฉพาะหัวเมืองสำคัญและบ้านเมืองที่อยู่ทางด่านชายแดนและบริเวณเมืองโดยรอบ จากการบันทึกเอกสารพบว่าใน “พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) บันทึกถึงเหตุการณ์ที่สัมพันธ์กับหัวเมืองชายฝั่งทะเลตะวันออกตั้งแต่สมัยต้นกรุงศรีอยุธยาในรัชกาลสมเด็จพระราเมศวรแห่งราชวงศ์อู่ทอง เมื่อมีสงครามกับทางเชียงใหม่ในคราว พ.ศ. ๑๙๒๗ ให้อพยพอพยพผู้คนลงมาให้ส่งไปไว้ที่ เมืองพัทลุง เมืองสงขลา เมืองละคร (นครศรีธรรมราช) และเมืองจันทบูร ต่อมาก็มีการรบกับเจ้ากัมพูชา ซึ่งมากวาดต้อนเอาผู้คนในเมืองชลบุรีและจันทบูรกลับไปจำนวนมาก จึงทรงส่งทัพไปตีกัมพูชาที่เมืองพระนครและกวาดต้อนผู้คนกลับมาเช่นกัน

ต่อมาในสมัยพระยาละแวกเป็นกษัตริย์ครองกัมพูชาที่เมืองละแวกได้ยกทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาหลายครั้งทั้งทางบกและทางทะเลในช่วงรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ กวาดต้อนชาวจันทบูร ชาวระยอง ชาวฉะเชิงเทรา ชาวนาเริ่งไปเป็นจำนวนมาก

ในแถบเมืองระยองซึ่งมีรูปแบบการตั้งถิ่นฐานอยู่สองฝั่งลำน้ำระยองหรือคลองใหญ่ มีชุมชนเก่าในสมัยอยุธยาที่อาจจะถึงตอนกลางๆ ในยุคสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์อยู่แถบ วัดบ้านค่ายและวัดบ้านเก่า ที่พบชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทรายประทับยืนและชุมชนอีกหลายแห่งต่อเนื่องลงมาจนถึงชุมชนที่บริเวณปากน้ำแถบวัดป่าประดู่ พื้นที่บริเวณนี้เป็นทุ่งนาปลูกข้าวอันอุดมสมบูรณ์มาแต่โบราณและมีพื้นที่มากกว่าลุ่มน้ำสายสั้นๆ อื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน และทางต้นน้ำเป็นเขตพื้นที่ป่าดิบและมีป่าไม้ที่เรียกกันว่า ไม้ดำและไม้แดง อันเป็นสินค้าส่วยที่ต้องนำส่งอำนาจส่วนกลางเท่านั้น เมืองระยองจึงเป็นเมืองสำคัญและมีชุมชนอยู่อย่างหนาแน่นกว่าพื้นที่ในลุ่มน้ำอื่นๆ แม้จะเป็นเมืองในลำดับรองจากเมืองจันทบูรก็ตาม

ตามหัวเมืองชายฝั่งทะเลตะวันออกเหล่านี้ พบร่องรอยของชุมชนและวัดเก่าในสมัยอยุธยาอยู่ทั่วไป นับจากเมืองบางละมุงที่มีความสำคัญสืบเนื่องมาจนถึงสมัยกรุงเทพฯ ก็มีร่องรอยของวัดเก่าในสมัยอยุธยาที่เมืองบางละมุงเก่า ชุมชนจำนวนมากในเขตลุ่มน้ำระยอง เมืองระยอง ส่วนใหญ่เหลือร่องรอยในศิลปกรรมแบบอยุธยาตอนกลางถึงตอนปลายที่เห็นเป็นแบบเฉพาะตนเองของเมืองระยอง และด้านบนของลำน้ำประแสที่เรียกว่าวัดประแสบนและแถบบ้านนา แหลมเหียงที่พบเศษภาชนะเคลือบเขียวจากเตาสุโขทัยและเครื่องถ้วยลายครามจีนในยุคราชวงศ์เหม็งอันเป็นโบราณวัตถุในสมัยอยุธยา ในเมืองจันทบูรก็พบร่องรอยที่วัดทองทั่วและทางแถบเมืองขลุง ส่วนที่เมืองตราดพบได้ที่วัดโบสถ์และวัดบุบผาราม

หัวเมืองชายฝั่งทะเลตะวันออกถูกให้ความสำคัญชัดเจนมากในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ เอกสารการบันทึกความทรงจำการเดินทางครั้งที่ ๒ ของบาดหลวงตาร์ชาร์ด เมื่อจะเดินทางไปมาเก๊าแต่ถูกพายุฝนจนเรือแตกก็ได้ไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าเมืองจันทบูรซึ่งระบุด้วยว่าเป็นเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งมณฑล และเจ้าเมืองนั้นเป็นชาวมลายูอายุราว ๔๐ ปี นับถือศาสนาอิสลาม ในช่วงเวลานั้นหัวเมืองสำคัญในเส้นทางการค้า เช่น ที่มะริดและตะนาวศรีมีเจ้าเมืองเป็นมุสลิมที่เป็นแขกมัวร์ซึ่งมีความชำนาญในการค้าข้ามสมุทรมากกว่าคนท้องถิ่น ทั้งบาทหลวงตาร์ชาร์ดเองก็กล่าวถึงไว้ว่าอำนาจในการดูแลการค้าระยะทางไกลเหล่านี้อยู่ในมือของขุนนางชาวมุสลิมก่อนที่คอนแสตนติน ฟอลคอล จะเข้ามามีบทบาทเหนือกลุ่มเดิม ส่วนบริเวณชายฝั่งทะเลรอบอ่าวไทยไปจนแหลมมลายูเป็นพื้นที่ซึ่งมีการเดินเรือเลียบชายฝั่งมานับพันปี ซึ่งก่อนที่พ่อค้าเรือสำเภาหรือชาวจีนจะเข้ามามีบทบาทมากนั้น กลุ่มชาวบูกิสซึ่งเป็นหนึ่งในชาวมลายูอันเป็นผู้ชำนาญทางทะเลที่มีพื้นถิ่นเดิมอยู่ทางเกาะสุลาเวสีของอินโดนีเซีย

ร่องรอยที่สำคัญอย่างหนึ่งคือคำที่เรียกเกาะต่างๆ โดยการขึ้นต้นว่า “Palu หรือ Palau” โดยการบันทึกไว้ในแผนที่ฉบับต่างๆ ของชาวตะวันตกและเอกสารบันทึกการเดินทางของชาวตะวันตก และบริเวณลำน้ำในจังหวัดระยองที่เรียกว่า “ประแส” นั้น สันนิษฐานว่ามาจากภาษาบูกิสเช่นกันจากคำว่า “Pasir” (ออกเสียงว่าปา-เชีย) ที่แปลว่า “ทราย” ซึ่งก็สัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมที่สำรวจพบว่ามีแนวสันทรายเดิมอยู่หลายแห่งริมฝั่งน้ำและชายตลิ่งที่ควรเป็นชายเลนก็มีแนวชายตลิ่งที่เป็นทรายเช่นกัน

นอกจากนี้ข้อความจากพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) กล่าวถึงเมื่อพระเจ้าตากสินเข้าตีเมืองจันท์ว่า “…ฝ่ายพระยาจันทบูรก็ให้พลทหารขึ้นประจำหน้าที่ไว้ แล้วจึงใช้ขุนพรหมธิบาลผู้เป็นพระท้ายน้ำ, นายลิ้ม, นายแก้ว แขก, ทำมะรง พร, นายเมก แขก ออกมารับเสด็จ”  ซึ่งเห็นได้ชัดว่ากรมการเมืองสองสามท่านล้วนแต่เป็นแขกซึ่งก็คือชาวมุสลิมด้วย ดังนั้น พื้นฐานของการดูแลหัวเมืองชายทะเลฝั่งตะวันออกในช่วงสมัยปลายอยุธยาลงมาอยู่ในส่วนที่เป็นการปกครองจากเจ้าเมืองและกรมการเมืองชาวมุสลิมอย่างชัดเจน

สินค้าจากป่าเขาทางหัวเมืองตะวันออกที่เป็นส่วยเฉพาะพื้นที่และห้ามพลเรือนหรือชาวบ้านทำการค้าขาย ปรากฎในเอกสาร “คำให้การชาวกรุงเก่า” ว่าที่ “บ้านตะโก” ในเขตเมืองจันทบุรี ส่งเพชรเถื่อน “บ้านมะแส” เมืองระยอง, “บ้านสำเภา” เมืองชลบุรี ส่งส่วย ศิลาปากนก (หินปากนกเป็นประเภทหินฟริ้นท์ [filnt] คือ หินเหล็กไฟที่ใช้ติดกับปลายเครื่องสับของปืนโบราณเพื่อสับแก๊ปปืนให้เกิดประกายไฟ) งาช้าง ฝาง กำมะถัน ดินประสิว ผ้าขาว ผ้าแดง เสื่อต่างๆ ไม้แดง ไม้ดำ ต้องส่งส่วยเหล่าตามประเพณีเดิม 

ศิลาปากนก

ส่วนของปืนคาบศิลาและศิลาปากนกที่ทำจากหินฟริ้นท์ [filnt] คือ หินเหล็กไฟที่ใช้ติดกับปลายเครื่องสับของปืนโบราณเพื่อสับแก๊ปปืนให้เกิดประกายไฟ

ซึ่ง งาช้าง ฝาง ไม้ดำ ไม้แดง ตะกั่วนม ครั่ง ชะมด รัก จันทน์ เป็นสินค้าส่งไปลงสำเภาไปขายต่างประเทศและห้ามไม่ให้ผู้อื่นส่งแข่งขันกับพระคลังสินค้าเพื่อประโยชน์ของหลวง อย่างไรก็ตาม ส่วยสินค้าอื่นๆ จากป่าเขาแถบนี้นอกเหนือจากในเอกสารที่สำคัญยังมีอีก เช่น เร่ว กระวาน พริกไท หวาย รง ไม้ระกำ น้ำตาลทราย เป็นต้น

จะเห็นว่าสินค้าสงวนที่ได้จากส่วยทางแถบหัวเมืองชายฝั่งทะเลตะวันออก เช่น งาช้าง ฝาง ไม้ดำ ไม้แดง เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ได้มาจากป่าเขา รวมทั้งพวกเสื่อสานซึ่งชุมชนที่ทำเสื่อจากต้นกกชนิดต่างๆ เหล่านี้อยู่ใกล้ชายฝั่งในบริเวณน้ำกร่อย และบริเวณป่าเขาที่มีเขาเขียวเป็นใหญ่แถบ “เมืองบางละมุง” ก็เป็นที่ “วังช้าง” ของกษัตริย์อยุธยาซึ่งบันทึกไว้ในรัชกาลสมเด็จพระราเมศวรว่าการวังช้างที่นี่ได้ช้างพังและพลายไป ๖๐ กว่าเชือก 

การจัดการปกครองบริเวณหัวเมืองชายฝั่งทะเลตะวันออก 

จากการปกครองแบบเก่าในกฎหมายตราสามดวงที่ตราเป็นกฎหมายตั้งแต่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถและต่อมามีการชำระเมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๗ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก หมวดพระไอยการตำแหน่งนายทหารหัวเมือง กำหนดหัวเมืองที่ขึ้นตรงต่อส่วนกลางกำหนดเป็นเมืองเอก เมืองโท เมืองตรี เมืองจัตวา ซึ่งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพให้คำวิจารณ์ไว้ในหมวดเรื่องจัดการปกครองเมืองนครศรีธรรมราช ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒ ว่า 

..หัวเมือง เอก โท ตรี มีเมืองขึ้นมากบ้างน้อยบ้างทุกเมือง แต่หัวเมืองจัตวาไม่มีเมืองขึ้น และการกำหนดฐานะของหัวเมืองแต่ละแห่งนั้นมีหลายปัจจัย เช่น เคยเป็นหัวเมืองอิสระที่มีเจ้าปกครอง เป็นหัวเมืองหน้าด่านสำคัญ ฯลฯ ส่วนกรมการเมืองเป็นการย่อส่วนจากการปกครองที่ส่วนกลางและลดหลั่นกันไป หัวเมืองชั้นจัตวาก็มีตำแหน่งกรมการต่างๆ ให้พอเหมาะสม

สำหรับหัวเมืองในภูมิภาคตะวันออก ข้อมูลจาก “พระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน นาทหารหัวเมือง” กำหนดให้ “เมืองจันทบูร” เป็นหัวเมืองตรี เจ้าเมืองมีราชทินนามเป็น “ออกญาไชยธิบดีศรีณรงคฤาไชยา” ถือเป็นขุนนางระดับสูงกว่าเมืองอื่นๆ ในหัวเมืองแถบนี้ ศักดินา ๕,๐๐๐ 

ส่วนเมืองชั้นจัตวาคือ “เมืองบางละมุง” เจ้าเมืองราชทินนาม “พระศรีสมอรัตน”, “เมืองระยอง” เจ้าเมืองราชทินนาม “ออกพระราชภักดี”,  “เมืองชลบุรี” เจ้าเมืองราชทินนาม “พระชนยบุรีย” “เมืองฉะเชิงเทรา” เจ้าเมืองมีราชทินนามเป็น “ออกพระวิเสศฤาไชย” 

และระบุโดยทั่วไปว่า “เมืองจัตวา” ที่ขึ้นกับทั้งมหาดไทยกลาโหมและกรมท่า ถือศักดินา ดังนี้ เจ้าเมือง นา ๓,๐๐๐ ปลัด นา ๖๐๐ ยกกระบัตร นา ๕๐๐ แพ่งจ่าเมืองสุพมาตราสัศดีแขวงนาคนละ ๔๐๐ รอง ฯลฯนาคนละ ๓๐๐ ลดหลั่นไปตามลำดับ ซึ่งรูปแบบการจัดลำดับของหัวเมืองเหล่านี้ยังคงสืบต่อมาจนถึงก่อนสมัยปฎิรูปการปกครองในครั้งรัชกาลที่ ๕

ดังนั้น หัวเมืองใหญ่ในภูมิภาคนี้คือเมืองจันทบูร เป็นเมืองชั้นตรี ส่วนเมืองบางละมุง ริมชายฝั่งทะเลด้านตะวันตก เมืองระยอง เมืองชลบุรี เมืองฉะเชิงเทรา เป็นหัวเมืองชั้นจัตวาในลำดับหัวเมืองรองลงมาจากเมืองจันทบูร ส่วนเมืองตราษหรือเมืองตราด เมืองเกาะกงและเมืองแกลงน่าจะยังไม่เกิดขึ้นในช่วงสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถที่เขียนกฎหมายตราสามดวงนี้ก็เป็นได้

แต่มีข้อมูลในความทรงจำที่จดจากคนสยามอยุธยาที่อยู่ในเมืองพม่าหลังสงครามเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งสุดท้าย ฉบับแปลจากภาษาพม่าใน “คำให้การชาวกรุงเก่า” ได้มาจากพม่าคราว พ.ศ. ๒๔๕๔ กล่าวถึงหัวเมืองฝ่ายตะวันออกหลายเมืองรวมทั้ง “เมืองจันทบุรี เมืองสุรบุรี (สันนิษฐานว่าเป็นเมืองชลบุรี) เมืองระยอง เมืองมะแสง (เมืองพะแสคือเมืองแกลง)” ซึ่งผู้วงเล็บสันนิษฐานน่าจะเป็นสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งในเวลาที่สันนิษฐานนั้นเมืองแกลงตั้งอยู่ที่สาขาของลำน้ำประแสตอนบนใกล้กับเขตป่าเขาแล้ว 

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากจดหมายเหตุการเดินทางครั้งที่ ๒ ของบาทหลวงตาชาร์ด ได้กล่าวถึงการไปค้างแรมในหมู่บ้านใกล้ชายฝั่งที่มีวัดที่เรียกว่า [Pessay] อันอยู่ก่อนถึงเกาะเสม็ดโดยการเดินทางโดยระแทะราว ๒ วัน บริเวณนี้น่าจะคือบ้านประแสหรือคำเก่าบ้างก็เรียกพะแส ซึ่งไม่แน่ใจนักว่าขณะนั้นเป็นชุมชนหมู่บ้านหรือเมือง

ช่วงที่ยึดเมืองระยองได้นั้น พระเจ้าตากสินยกไพร่พลออกจากเมืองระยองไปยัง “บ้านประแส บ้านไข้ บ้านคา บ้านกล่ำ บ้านแกลง” (ในชื่อเหล่านี้เขียนอย่างพ้องคำมากกว่าจะเขียนให้เรียงลำดับเส้นทาง) ซึ่งขุนรามหมื่นซ่องตั้งอยู่เพื่อกำหราบผู้นำในท้องถิ่นที่ไม่ได้เข้าร่วมกลุ่มด้วยและเข้าคุมพื้นที่ ซึ่งจากเมืองระยองก็น่าจะไปทั้งที่บ้านไข้หรือบ้านค่ายซึ่งเขียนตามคำออกเสียงของผู้คนในท้องถิ่นมากกว่าที่จะเป็นประเด็นความหมายของคำ บ้านคานั้นไม่รู้ตำแหน่งแน่ชัด ส่วนบ้านกล่ำหรือบ้านกร่ำซึ่งเป็นนิวาศสถานเดิมของบิดาของสุนทรภู่บ้านแกลงซึ่งน่าจะอยู่ที่คลองแกลง และมาจนถึงบ้านประแสที่ควรจะเป็นชุมชนใดชุมชนหนึ่งริมลำน้ำประแสและยังไม่ได้ข้ามฝั่ง 

ท้องถิ่นในรายชื่อข้างต้นนี้ไม่อยู่ในรายชื่อหัวเมืองชั้นจัตวาแต่อย่างใด และไม่น่าจะถูกยกขึ้นเป็นหัวเมืองในช่วงปลายสมัยอยุธยาจนถึงครั้งเสียกรุงฯ แม้ในคำให้การชาวกรุงเก่าจะเอ่ยถึงคำว่า “มะแสหรือมะแสง” และการยืนยันว่าเป็นหมู่บ้านพะแสในการจดบันทึกของบาทหลวงตาชาร์ด 

แต่มีความเปลี่ยนแปลงหลังจากสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ เสด็จปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์แล้ว จึงปรากฎชื่อเมืองแกลงในเวลาต่อมา

ตำแหน่งที่ตั้งอันสับสนและการมีอยู่ของ “เมืองแกลง” จากหลักฐานต่างๆ 

ช่วงเวลาระหว่างรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ภายในเวลา ๑๕ ปีนั้น บ้านเมืองที่เป็นทางผ่านทัพพม่าทางด้านเหนือและตะวันตกดูจะอยู่ในช่วงฟื้นตัวทั้งยังมีการศึกสงครามตลอดรัชกาล ต้องยอมรับว่าประชาชนพลเมืองถูกกวาดต้อนไปพม่าดังมีข้อมูลปรากฎหรือหลบหนีอยู่ตามป่าเขาอีกมากมาย กลุ่มบ้านเมืองที่ฟื้นตัวได้เร็วก็คงเป็นหัวเมืองทางคาบสมุทรต่างๆ โดยเฉพาะทางเมืองนครศรีธรรมราชและหัวเมืองชายฝั่งทะเลทางตะวันออกที่ไม่ได้รับผลกระทบจากศึกสงครามครั้งนี้ นอกจากสมัครใจเป็นกำลังพลร่วมทัพกู้บ้านเมืองในสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ และตลอดรัชกาลนั้นไม่มีการศึกสงครามโดยตรง หัวเมืองจันทบูรถูกใช้เป็นฐานกำลังทัพเรือไปตีเมืองพุทไธมาศแล้วก็ไม่มีการกล่าวถึงอีก

แต่จากหนังสือ “ตำนานคณะสงฆ์” พระนิพนธ์ในสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เรียบเรียงเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗ กล่าวถึงสภาพบ้านเมืองในสมัยกรุงธนบุรีที่ต้องตั้งขึ้นใหม่แต่ขาดแคลนพระสงฆ์ผู้รู้ ที่ได้มาเป็นพระราชาคณะนั้นเป็นเพียงพระอาจารย์จากสมัยกรุงเก่าและพระครูทางหัวเมืองชายทะเลชายฝั่งตะวันออก เพราะไม่ถูกพม่ารบกวนไปถึง โดยสมเด็จพระสังฆราชครั้งกรุงธนบุรีองค์แรกเดิมเป็นเพียงพระอาจารย์ดี วัดประดู่ องค์ที่ ๒ คือพระอาจารย์สี วัดพระเจ้าพนัญเชิง และองค์ที่ ๓ คือ “พระสังฆราชชื่น” เจ้าอาวาสวัดหงส์หรือวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร ซึ่งเป็นชาวเมืองแกลงแต่เดิม เป็นที่ “พระครูสุธรรมธิราชมหามุนี” เจ้าคณะเมืองระยอง สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงสถาปนากรุงธนบุรี จึงได้ย้ายมาจำพรรษาในกรุงธนบุรี กล่าวกันว่าเป็นพระสงฆ์ที่มีความรู้มากท่านหนึ่ง และทรงสมณเพศต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์แต่ถูกลดยศชั้นตำแหน่งในสมัยรัชกาลที่ ๑

19

คลองแกลงในปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอเมืองระยอง

ความสัมพันธ์กับพระครูอดีตเจ้าคณะจังหวัดระยองและเป็นคนในท้องถิ่นเมืองแกลง ซึ่งต่อมามีตำแหน่งสมณศักดิ์และครองวัดสำคัญในกรุงธนบุรี อาจจะนำมาซึ่งการมีอยู่ของ “ตั่งบัลลังก์พร้อมแท่นรองเท้า” แกะสลักด้วยลวดลายฝีมือช่างชั้นสูงลวดลายแบบจีนที่เชื่อกันว่าได้รับพระราชทานมาจากสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ปรากฎอยู่ที่ชุมชนบ้านทะเลน้อย “วัดราชบัลลังก์ปฎิฐาวราราม” ริมฝั่งลำน้ำประแส

ชื่อ “เมืองแกลง” เริ่มปรากฎอย่างชัดเจนในนิราศของสุนทรภู่ สันนิษฐานว่าแต่งขึ้นในราว พ.ศ. ๒๓๔๙ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ เมื่อต้องเดินทางจากพระนครไปหาบิดาที่แยกทางจากมารดาไปตั้งแต่ยังเป็นเด็กที่บ้านกร่ำ เมืองแกลง บิดาของสุนทรภู่ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูเจ้าคณะเมืองแกลง อยู่ที่วัดป่ากร่ำ “จอมกระษัตริย์มัสการขนานนาม เจ้าอารามอารัญธรรมรังษี” และในตำนานคณะสงฆ์ไทยตำแหน่งนี้พระครูเมืองแกลงเรียกว่า “พระครูธรรมรังษีมหากวี”

น่าสังเกตว่าวัดเจ้าคณะเมืองนั้นตั้งอยู่ที่บ้านกร่ำ ซึ่งเป็นชุมชนชายขอบที่เนินต่อกับที่ราบลุ่มใช้ทำนาปลูกข้าวผืนใหญ่ติดกับที่ลุ่มน้ำท่วมถึงในสาขาของคลองประแสคือคลองเนินฆ้อ ซึ่งเป็นลำคลองน้ำกร่อยและทุ่งนาที่ติดต่อกับบริเวณหาดทรายชายทะเล แถบนี้มีกลุ่มบ้านอยู่หลายแห่งเป็นกลุ่มใหญ่เพราะพื้นที่เหมาะสมและอุดสมบูรณ์อย่างเห็นได้ชัด  

เมื่อพบบิดาแล้ว สุนทรภู่ไปหายกกระบัตรเมืองแกลงและพบกรมการเมือง สันนิษฐานว่าเมืองแกลงขณะนั้นน่าจะไม่มีเจ้าเมืองมาประจำอยู่เพราะไม่ได้กล่าวถึงทั้งที่ควรกล่าว (โดยทั่วไปยกกระบัตรคือตำแหน่งที่ตั้งจากส่วนกลาง ซึ่งมักถูกส่งไปตัดสินคดีคานอำนาจกับเจ้าเมืองในท้องถิ่น) และสภาพความเป็นอยู่ของผู้คนระดับชั้นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งสูงกว่าชาวบ้านทั่วไปที่บรรยายโดยคนหนุ่มจากพระนครก็ดูจะทำให้เห็นว่าเป็นเมืองเล็กมากหรือเป็นเพียงหมู่บ้านชนบทที่ห่างไกลเมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ ซึ่งก็ควรจะจริง เพราะเจ้าเมืองแกลงในทำเนียบขุนนางได้รับศักดินา ๘๐๐ สูงกว่าปลัดเมืองชั้นจัตวาที่ศักดินา ๖๐๐ เล็กน้อย 

ตำแหน่งเมืองแกลงที่ยกกระบัตรและกรมการเมืองอยู่อาศัยกลับไม่ใช่ตำแหน่งที่ตั้งใน “คลองแกลง” เพราะสุนทรภู่กล่าวถึง “บ้านแกลง” ซึ่งน่าจะอยู่ริมคลองแกลงและบ้านกลางซึ่งยังปรากฎอยู่นั้นไม่ใช่ที่ตั้งของบ้านเรือนของกรมการเมืองแกลง แม้ในแผนที่เก่าแทบทั้งหมดจะระบุชื่อ “บ้านทำเนียบ” ซึ่งตั้งอยู่ใกล้คลองแกลงแต่ปัจจุบันหาตำแหน่งไม่พบแล้ว (ทำเนียบหมายถึง “เรือน” ว่าราชการ ทางเมืองจันทบูรมี “บ้านทำเนียบ” ว่าราชการของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ เมื่อมาคุมการสร้างเมืองใหม่ที่เนินวง และใช้เป็นเรือนว่าราชการเมืองจันทบุรีต่อมาอย่างน้อยก็ถึงครั้งที่เจ้าเมืองจันทบุรี พระยาวิไชยาธิบดีฯ (โต) หลานเจ้าพระยามหาเสนา (น้อย) ว่าราชการ  

แต่สุนทรภู่ระบุว่ากรมการอยู่ที่ “บ้านดอนเด็จ” ซึ่งอาจจะเป็น “บ้านดอนเค็ด” เนื่องจากการคัดลอกที่ผิดพลาดก็ได้ เพราะภูมิวัฒนธรรมของชื่อบ้านนามเมืองชายฝั่งทะเลตะวันออกแถบนี้ใช้คำว่า ทุ่ง-ดอน “เค็ด” หรือ “เคล็ด” อยู่หลายแห่ง และบ้านดอนเค็ดนั้นเป็นสถานที่ตั้งของบ้านเรือนกรมการเมืองและเจ้าเมืองแกลงที่สืบเนื่องมาจนถึงในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ บริเวณบ้านดอนเค็ดทุกวันนี้มีวัดโพธิ์ทองเป็นสำคัญของเมืองแกลงแต่เดิม สิ่งก่อสร้างที่เห็นจะเก่าจนถึงชั้นต้นกรุงรัตนโกสินทร์ได้คือ เจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองคู่หนึ่งที่อยู่ด้านหน้าพระอุโบสถ และอยู่ใกล้ชายคลองซึ่งมีท่าน้ำสำคัญของชุมชนแต่เดิมตั้งอยู่***

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาข้อมูลจากแผนที่ในเอกสารเรื่อง ราชอาณาจักรและราษฎรสยาม ของเซอร์ จอนห์ เบาวริ่ง ที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๗ จากฐานข้อมูลที่มีการเริ่มเก็บเผื่อทำแผนที่ตั้งแต่การส่งทูต จอห์น  คอรว์ฟอร์ด  [John  Crawford] เข้ามาขอทำสนธิสัญญากับสยามตั้งแต่ในครั้งรัชกาลที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๖๕ ลงตำแหน่งหัวเมืองทางชายฝั่งทะเลตะวันออกไล่เรียงตั้งแต่ บ้านบางปลาสร้อย [Bangplasoi] บางประมุงหรือบางละมุง [Bangpomung] บางพระ [B.Phrai] ระยอง [Rayong] เมืองแกลง [M. Trang] บ้านกระแจะ [B.Kacheh] จันทบุรี [Chantaburi] เมืองทุ่งใหญ่ [M.Tungyai] รวมทั้งลงตำแหน่งและชื่อลำน้ำสำคัญ คือ แม่น้ำระยอง แม่น้ำประแส แม่น้ำพังราด และแม่น้ำจันทบุรี

ตำแหน่งเมืองแกลงที่เขียนว่า  “M.Trang”  อยู่ทางตะวันตกของเมืองระยอง ก่อนถึงแม่น้ำประแส ใกล้บริเวณแหลมที่น่าจะคือเขาแหลมหญ้าบริเวณ ช่องเสม็ด และส่วนทางเหนือปากน้ำประแสไม่มีตำแหน่งเมืองปรากฎอยู่ แสดงถึงการรับรู้ของชาวตะวันตกนั้น เมืองแกลงยังคงอยู่ที่ “คลองแกลง” ยังไม่ได้ย้ายไปอยู่ที่ดอนเด็จหรือดอนเค็จตามการบอกเล่าในนิราศเมืองแกลงของสุนทรภู่เมื่อราว ๑๕ ปีก่อนหน้านั้น

28

แผนที่ในเอกสารเรื่อง ราชอาณาจักรและราษฎรสยาม ของเซอร์ จอนห์ เบาวริ่ง ที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๗ จากฐานข้อมูลที่มีการเริ่มเก็บเผื่อทำแผนที่ตั้งแต่การส่งทูต จอห์น  คอรว์ฟอร์ด  [John  Crawford] เข้ามาขอทำสนธิสัญญากับสยามตั้งแต่ในครั้งรัชกาลที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๖๕ ลงตำแหน่งหัวเมืองทางชายฝั่งทะเลตะวันออกไล่เรียงตั้งแต่ บ้านบางปลาสร้อย [Bangplasoi] บางประมุงหรือบางละมุง [Bangpomung] บางพระ [B.Phrai] ระยอง [Rayong] เมืองแกลง [M. Trang] บ้านกระแจะ [B.Kacheh] จันทบุรี [Chantaburi] เมืองทุ่งใหญ่ [M.Tungyai] รวมทั้งลงตำแหน่งและชื่อลำน้ำสำคัญ คือ แม่น้ำระยอง แม่น้ำประแส แม่น้ำพังราด และแม่น้ำจันทบุรี ตำแหน่งเมืองแกลงที่เขียนว่า  “M.Trang”  อยู่ทางตะวันตกของเมืองระยอง ก่อนถึงแม่น้ำประแส ใกล้บริเวณแหลมที่น่าจะคือเขาแหลมหญ้าบริเวณ ช่องเสม็ด และส่วนทางเหนือปากน้ำประแสไม่มีตำแหน่งเมืองปรากฎอยู่ แสดงถึงการรับรู้ของชาวตะวันตกนั้น เมืองแกลงยังคงอยู่ที่ “คลองแกลง” ยังไม่ได้ย้ายไปอยู่ที่ดอนเด็จหรือดอนเค็จตามการบอกเล่าในนิราศเมืองแกลงของสุนทรภู่เมื่อราว ๑๕ ปีก่อนหน้านั้น

ข้อมูลจากแผนที่เหล่านี้ชาวตะวันตกคงใช้เป็นฐานข้อมูลเบื้องต้นสืบต่อมาจนถึงราวรัชกาลที่ ๕ การลงในรายละเอียดก็เปลี่ยนไป ดังแผนที่บริเวณอ่าวตอนในและชายฝั่งทะเลสู่จันทบูรของ เฮอร์เบิร์ต แวริงตัน สมิทที่ลงตำแหน่งทั้ง “เมืองแกลงและเมืองประแส” ในแผนที่ดังกล่าว เมื่อระหว่าง พ.ศ. ๒๔๓๔-๒๔๓๙

ต่อมาในราวก่อนเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๓๙๘ มีการกล่าวถึง “เมืองแกลง” สองครั้งในคราวต่อเรือพระที่นั่งว่า “ให้หามาดเส้น มาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายซึ่ง… พระยาวิชยาธิบดีหาได้ที่ป่าเมืองจันทบุรีลำ ๑ พระเทพสงครามปลัดหาได้ที่ตะเคียนทองลำ ๑ พระแกลงแกล้วกล้าหาได้ที่ ปลายน้ำเมืองแกลง ๒ ลำ พระอินทรอาสา (ทุม) หาได้ที่ปลายน้ำเมืองระยองลำ ๑ พระอินทรักษาหาได้ที่ ปลายน้ำเมืองแกลงเมืองระยอง ลำ ๑ พระราชภักดีสงคราม ผู้ว่าราชการเมืองระยอง หาได้มาด ๑๘ วาที่ป่าเมืองระยองลำ ๑ รวมทั้งมาดเส้นเป็น ๗ ลำ”  

แม้จะมีข้อมูลมากมายถึงตำแหน่งของเมืองแกลงที่ถูกย้ายจาก “คลองแกลง” มาอยู่ที่ “ลำน้ำประแส” ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของคลองแกลงราวๆ ๕๐ กิโลเมตร ซึ่งตัวเมืองที่เป็นศูนย์กลางการปกครองที่บ้านดอนเค็ดนั้นไม่ได้อยู่ในพื้นที่เหมาะสมกับการเป็นชุมชนเมืองแบบโบราณเท่าใดนัก เพราะอยู่ติดลำน้ำบนคลองสาขาแม่น้ำประแสที่แคบและไกลจากปากน้ำมาก พื้นที่ทำนาได้ก็จริงแต่น้ำมักท่วมบ่อย ต่างจากแถบทางบ้านกร่ำไล่ลงไปถึงชายฝั่งทะเลที่เป็นกลุ่มบ้านและท้องทุ่งสมบูรณ์ใกล้ชายฝั่ง

ตรงนี้ชัดเจนว่า เมืองแกลงนั้นเคยตั้งอยู่ที่คลองแกลงซึ่งอยู่ในเขตเมืองระยอง อาจจะเกิดขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ต่อมาเมืองแกลงย้ายมาอยู่ริมน้ำสาขาของลำน้ำประแสที่บ้านดอนเค็จ วัดโพธิ์ทอง ซึ่งไกลจากชายฝั่งทะเลโดยวัดระยะทางตามลำน้ำราวๆ ๒๐ กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นระยะที่ค่อนข้างไกลชายฝั่ง ไม่พบว่ามีเจ้าเมืองตำแหน่งและชื่อในทำเนียบขุนนางแต่อย่างใด แม้ครั้งสุนทรภู่ไปเมืองแกลงก็กล่าวถึงเพียงยกกระบัตรเมือง ยังไม่สามารถหาเหตุผลของการย้ายตำแหน่งที่ตั้งเมืองแกลงอย่างชัดเจนได้แต่อย่างใด

จนถึงรัชกาลที่ ๔ จึงมีพระบรมราชโองการแปลงและตั้งใหม่ตำแหน่งขุนนางหัวเมืองของกรมท่า ที่ปรากฎชื่อตำแหน่งพระแกลงกล้าหาญแต่เดิม เป็นพระแกลงแกล้วกล้า และให้ขึ้นกับเมืองจันทบุรี เป็นครั้งแรกที่ปรากฎหลักฐานเอกสารเรื่องเจ้าเมืองแกลง 

เมืองแกลง: เมืองเล็กๆ ในระหว่างชายเขตของหัวเมืองชายฝั่งทะเลตะวันออก

บันทึกของเฮอร์เบิร์ต แวริ่งตัน สมิท เจ้ากรมเหมืองแร่ที่เข้ามาทำงานในสยามช่วง พ.ศ.๒๔๓๔-๒๔๓๙ เดินทางโดยเรือและอธิบายถึงเมืองแกลงไว้ว่า ..เมืองแกลงไม่ได้มีความสำคัญเท่าใดนัก นอกเสียจากเป็นพื้นที่ซึ่งใช้กำหนดขอบเขตของเขตแดนทางด้านตะวันออก และเป็นสถานที่ซึ่งมีการนำเรือพระราชพิธีของพระเจ้าอยู่หัวไปจากที่นี่…แกลงเป็นบริเวณป่าหนาทึบที่มีประชากรเบาบางคน ในบริเวณพื้นที่ป่าเขาด้านในจะพบสายแร่ทองคำแทรกอยู่ในเนื้อหินบ้าง…

29

ส่วนแผนที่จากบันทึกของเฮอร์เบิร์ต แวริ่งตัน สมิท เจ้ากรมเหมืองแร่ที่เข้ามาทำงานในสยามช่วง พ.ศ. ๒๔๓๔-๒๔๓๙ ตำแหน่งของเมืองแกลงอยู่ที่บริเวณบ้านทางเกวียนและบ้านดอนเค็ด วัดโพธิ์ทองแล้ว

เจ้าเมืองแกลงศักดินา ๘๐๐ ไร่ ถือว่าเป็นเมืองชั้นเล็กกว่าเมืองจัตวาและอยู่ในอาณาบริเวณการกำกับของเมืองจันทบุรี

อย่างไรก็ตาม หลังช่วงกรุงฯ แตก จนถึงราวต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น บ้านเมืองทางตะวันออกถูกปล่อยไว้ห่างๆ ไม่ถูกกล่าวถึงมากนัก และคงบทบาทหัวเมืองชายแดนที่ต้องระวังในความขัดแย้งระหว่างกลุ่มเจ้าเขมรที่ฝักใฝ่ทั้งสยามและกลุ่มฝักใฝ่ญวนจนชักจูงรัฐญวนเข้ามามีบทบาทรุกคืบในดินแดนทางชายฝั่งทะเลและเมืองต่างๆ ในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง จนเกิดสงครามระหว่างสยามกับรัฐญวนและกลุ่มเจ้าเขมรต่อมาในรัชกาลที่ ๓ ที่ใช้เวลาในการรบต่อเนื่องกันถึง ๑๔ ปี

หัวเมืองชายฝั่งทะเลตะวันออกจึงมีความเคลื่อนไหวอย่างเห็นได้ชัดในเหตุผลคือ เป็นเส้นทางผ่านเข้าสู่กรุงเทพฯ ได้สะดวกที่สุด ต่างจากเส้นทางบกที่ต้องผ่านเมืองด่านหลายแห่งใช้การเดินทางทั้งทางบกและทางน้ำจึงจะเข้าสู่พระนครได้ ช่วงเวลานี้จึงมีการปรับปรุงหัวเมืองทั้งทางบกและทางทะเล สร้างป้อมปราการแข็งแกร่ง ต่อเรือรบและเรือกำปั่นเช่นเรือกำปั่นฝรั่ง สำหรับทางบก เช่นที่ป้อมเมืองฉะเชิงเทราพร้อมปืนใหญ่ประจำป้อม ส่วนทางทะเลสร้างป้อมที่ปากน้ำและสร้างเมืองป้อมที่เนินวง เมืองจันทบูร ซึ่งเป็นหัวเมืองชั้นตรี สำหรับรับศึกไม่ให้ยึดหัวเมืองสำคัญเป็นฐานกำลังได้

การสร้างเมืองป้อมที่จันทบูร รับผิดชอบโดย สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ)  เจ้าพระยาพระคลังและว่าที่พระสมุหกลาโหม ซึ่งหัวเมืองทางชายฝั่งทะเลตะวันออกขึ้นกับกรมท่าที่เจ้าพระยาพระคลังดูแล เท่ากับท่านเป็นทั้งแม่ทัพเรือและกำกับดูแลหัวเมืองชายฝั่งทะเลตะวันออกโดยทั่วไป ช่วงที่กำลังสร้างเมืองป้อมที่เนินวงและต่อเรือกำปั่นสำหรับเป็นเรือหลวงและเรือรบที่บางแฉลบ หลวงนายสิทธิ์ บุตรชายของท่านเป็นกำลังสำคัญในกลุ่มขุนนางผู้ทันสมัยในยุคนั้นและต่อมากลายเป็นขุนนางที่มีบทบาทสูงยิ่งในสยามในตำแหน่ง สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง) ซึ่งบันทึกของหมอบรัดเลย์มีรายละเอียดค่อนข้างชัดเจนในกระบวนการตระเตรียมพื้นที่สร้างเมืองป้อมและต่อเรือรบที่จันทบูร เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๘

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นสมเด็จเจ้าพระยาฯ ให้สร้างวัดโยธานิมิตเป็นวัดประจำเมืองที่สร้างใหม่ และมีการสร้างพระเจดีย์แบบเมืองจันท์ซึ่งเป็นแบบเจดีย์ทรงกลมมาลัยเถาสูง ปรากฎนามผู้สร้างในจารึกวัดโยธานิมิต น่าจะมีต้นเค้าจากแบบเจดีย์วัดประยูรวงศาวาสที่ถือว่าเป็นเจดีย์ทรงองค์ระฆังรูปแบบแรกที่สร้างในสมัยรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีการฉลองวัดประยูรฯ ในปี พ.ศ. ๒๓๗๙ แม้มหาเจดีย์ที่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาสุริยวงศ์เป็นแม่งานสร้างจะยังไม่เสร็จเรียบร้อย สังเกตได้ว่า เจดีย์ทรงระฆังที่มีมาลัยเถาสูงบนฐานสี่เหลี่ยมเช่นนี้เป็ยเจดีย์ตาม “ธรรมเนียม” สร้างแพร่ไปในท้องถิ่นต่างๆ ทั้งในช่วงรัชกาลที่ ๓ ต่อมาจนถึงรัชกาลที่ ๔ และ ๕ แต่มีรายละเอียดแตกต่างไปบ้างเล็กน้อย 

การสร้างพระเจดีย์รูปแบบนี้พบในเมืองจันทบุรีและระยองอย่างมากจนกลายเป็นอัตลักษณ์ ซึ่งแถบลำน้ำปากน้ำประอย่างน้อยสองที่คือ เจดีย์บริเวณแหลมสนปากน้ำประแสหรือที่วัดสมมติเทพฐาปนาราม และที่เจดีย์ที่วัดราชบัลลังก์ฯ บ้านทะเลน้อย ซึ่งมีรูปแบบเดียวกันและคล้ายคลึงกับพระเจดีย์ต้นแบบที่วัดโยธานิมิต และน่าจะรวมทั้งเจดีย์บริเวณใกล้ปากน้ำเมืองระยอง เขาเจดีย์บริเวณช่องแสมสาร เจดีย์ที่เชิงวัดเขาพระพุทธบาทบางทราย ไปจนถึงเจดีย์ที่ปากน้ำเจ้าพระยาตรงข้ามเมืองสมุทรปราการ น่าจะสร้างขึ้นในการกำกับของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ) และตั้งอยู่บริเวณปากน้ำหรือเนินเขาซึ่งล้วนอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของบ้านเมืองในเส้นทางผ่านสู่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นจุดที่เฝ้าระวังในคราวนั้นอยู่ (ซึ่งอาคารที่กล่าว่าเป็นมณฑปแต่น่าจะมีลักษณะของป้อมบนภูเขาที่เขาดิน บางปะกง ในจังหวัดฉะเชิงเทรา อยู่ในจุดยุทธศาสตร์เข้าสู่เมืองฉะเชิงเทรา เป็นป้อมเฝ้าระวังที่สำคัญอีกแห่งในยุคนี้เช่นกัน)

เจดีย์ทรงระฆังที่วัดราชบัลลังก์ฯ น่าจะสร้างในคราวเดียวกับเจดีย์ที่แหลมสนหรือวัดสมมติเทพถาปนาราม  และเจดีย์ตามจุดยุทธศาสตร์สำคัญๆ ต่างๆ เช่น เจดีย์ที่เชิงเขาพระพุทธบาทบางทราย เมืองชลบุรี  และเจดีย์ที่ช่องแสมสารภาพก่อนการบูรณะ (ภาพออนไลน์) ซึ่งแต่ละแห่ง (ยกเว้นวัดราชบัลลังก์ฯ หรือวัดทะเลน้อย) อยู่ในมุมสูงสามารถเห็นท้องทะเลได้ทั่วจนถึงปากน้ำ เป็นรูปแบบเจดีย์ที่น่าจะทำขึ้นในคราวการป้องกันรับศึกญวนในครั้งรัชกาลที่ ๓

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว น่าจะเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกในกรุงรัตนโกสินทร์ที่เสด็จประพาสหัวเมืองตะวันออก (๔ มกราคม-๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๐๐) หลังจากได้ไม้ตะเคียนมาดเส้นมาสร้างเรือพระราชพิธีในช่วงเวลาน่าจะใกล้เคียงกัน (พ.ศ. ๒๓๙๘-๒๓๙๙?) ก่อนหน้านั้นมีข้อมูลว่า โปรดเกล้าฯ ให้ข้าหลวงเดิม ซึ่งน่าจะมีวัยสูงอายุแล้วเป็นพระยาพิพิธสมบัติ (ทองสุก) หรือเจ้าคุณเฒ่าซึ่งเป็นต้นสายตระกูลสุขสถิตย์ และถวายบุตรีซึ่งมารดาเป็นคนท้องถิ่นเชื้อสายชาวจีนฮกเกี้ยนรับราชการในพระองค์เป็นเจ้าจอมมารดาจันทร์ พระราชโอรส ๒ พระองค์เป็นต้นราชสกุลศุขสวัสดิและเกษมศรี และเนื่องในกาลครั้งนี้ทรงแยกเกาะกงให้ตั้งขึ้นเป็นเมืองประจันตคีรีเขตมีเจ้าเมืองปกครอง  เป็นการประพาศหัวเมืองตะวันออกเพียงครั้งเดียวในรัชกาล

อย่างไรก็ตาม ในครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กล่าวถึงทรงตั้งและแปลงนามวัดต่างๆ ในกรุงและหัวเมือง นามพระราชาคณะฐานานุกรม นามบรรดาศักดิ์ขุนนางนามราชทูตและกงสุล ตั้งบ้านขึ้นเป็นเมืองบ้างและแปลงชื่อหัวเมือง รวมทั้งตั้งและแปลงราชทินนามขุนนางทั้งในกรุงและหัวเมือง สำหรับเมืองแกลงบันทึกไว้ว่า ขึ้นกับเมืองจันทบุรี เจ้าเมืองมีราชทินนามเปลี่ยนจาก “พระแกลงกล้าหาญ” ขึ้นเมืองจันทบุรีแปลงเป็น “พระแกลงแกล้วกล้า” แต่ไม่มีตำแหน่งปลัดจีนเหมือนเมืองอื่นๆ ซึ่งตั้งไว้ที่เมืองระยองแห่งหนึ่ง เมืองจันทบุรีแห่งหนึ่ง เมืองตราดแห่งหนึ่ง การเพิ่มปลัดจีนเสริมตำแหน่งปลัดปกติในยุคสมัยนี้เพราะเป็นเมืองที่มีคนจีนอยู่มาก ผู้ดำรงตำแหน่งส่วนใหญ่ก็เป็นเจ้าภาษีนายอากรจีนต่างๆ

การย้ายออกจากคลองแกลงซึ่งใกล้กับเมืองระยองมากกว่ามาขึ้นกับเมืองจันทบุรี ยังไม่มีข้อมูลที่แน่นอนแต่เริ่มชัดเจนจากการตั้งและแปลงนามเจ้าเมืองกรมการในระยะนี้ จากข้อความข้างต้นน่าจะโปรดเกล้าให้ฯ ตั้งพระแกลงแกล้วกล้า (ทองคำ) เป็นเจ้าเมืองแกลงอาจจะคราวเดียวกับพระพิพิธสมบัติ (ทองสุก) เมื่อต้นรัชกาลที่พระราชทานยศตำแหน่งตอบแทนข้าหลวงเดิมจากพระนครและให้ไปรักษาเมืองอยู่ถึงเมืองตราด นอกจากนี้ ในบันทึกเสด็จประพาสหัวเมืองตะวันออก พ.ศ. ๒๔๑๙ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงกล่าวถึงเจ้าเมืองจันทบุรีคนที่สองในรัชกาลที่ ๔ ซึ่งเป็นคนเดิมกับที่พระองค์พบในปีนั้นว่า ..เป็นผู้ที่ทรงใช้สอยและมีความชอบในการช่างและเมื่อตำแหน่งว่างจึงโปรดเกล้าฯ ให้ออกมาเป็นพระยาจันทบุรี

ลำน้ำประแส และบริเวณใกล้ปากน้ำประแสที่เห็นเรือฉลอม พ.ศ. ๒๔๗๙

ตลาดปากน้ำประแส

8
Wat Tambon Glam & Num Glam, west; Amphur Glang, Changwat Rayong. Baggage carts starting from school at sunrise. 4 1/10 -.

โรงเรียนที่วัดบ้านกร่ำ

บริเวณบ้านทางเกวียน ซึ่งใช้สะพานต่อเชื่อมกลุ่มบ้านถึงกันเพราะมีน้ำขึ้นลงตามคลอง อยู่ใกล้กับวัดโพธิ์ทอง และสวนยางแบบเก่าที่มีคนจีนกำลังกรีดยาง

บริเวณโดยรอบบ้านสามย่าน นาข้าวเห็นแนวเขาชะเมา ริมคลองประแสซึ่งมีเรือฉลอมเข้ามารับส่งสินค้าถึงด้านใน ซึ่งในช่วงเวลาที่ถ่ายรูปนี้ (พ.ศ. ๒๔๗๙) ได้เปลี่ยนสถานที่ตั้งเมืองจากแถบวัดโพธิ์ทองมาเป็นบ้านสามย่าน และภาพตัวสนามหน้าอำเภอที่สามย่าน

(อ้างอิงจากภาพของ Robert L. Pendleton Collection. University of Wisconsin-Milwaukee Libraries.  http://collections.lib.uwm.edu/digital/)

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๑ ในรัชกาลที่ ๕ มีพระบรมราชโองการตั้งพระแกลงแกล้วกล้าท่านนั้นซึ่งอายุ ๘๐ กว่าปีแล้วเป็นผู้ใหญ่กำกับราชการเมืองเป็น พระพฤฒาธิคุณวิบุลย์ภักดีจางวางผู้กำกับเมืองแกลงถือศักดินา ๘๐๐ ไร่คงเดิม ซึ่งเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวครองราชย์พระแกลงแกล้วกล้าท่านนี้น่าจะอายุราว ๕๐ กว่าปีแล้ว เป็นการปรับเปลี่ยนตำแหน่งเจ้าเมืองที่อาจมีความชอบน่าจะในคราวครั้งรัชกาลที่ ๔ มาเป็นข้าราชการจากส่วนกลางในกลุ่มขุนนางวัยหนุ่มที่เป็นบุตรหลานข้าราชการจากพระนครส่งไปยังหัวเมือง และกินเวลาอีกกว่า ๓๐ ปี จึงมีข้าราชการรุ่นหนุ่มซึ่งเริ่มมีความหลากลหายพื้นเพและที่มาที่ได้รับการศึกษาจาก “โรงเรียนสำหรับฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือน” เริ่มรับราชการในฝ่ายการปกครอง เป็นการพัฒนาไปพร้อมๆ กับการปฏิรูปการปกครองต่างๆ ในรัชกาลนี้

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาศหัวเมืองตะวันออกหลังทรงครองราชย์แล้วครั้ง พ.ศ. ๒๔๑๖ ไม่พบการบันทึก และครั้ง พ.ศ. ๒๔๑๙ พระองค์เคยประพาสพร้อมพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตั้งแต่ทรงพระเยาว์จนต่อมาก็มีเหตุให้เสด็จพระราชดำเนินมาทางหัวเมืองตะวันออกบ่อยครั้ง และหัวเมืองชายฝั่งตะวันออกได้รับการดูแลเอาใจทะนุบำรุงมากขึ้นโดยลำดับ

บันทึกเมื่อเสด็จประพาสครั้ง พ.ศ. ๒๔๑๙ นี้ มีผู้โดยเสด็จติดตามหลายพระองค์และหลายท่าน เป็นบันทึกการท่องเที่ยวแบบลำลอง รวมทั้งกึ่งการสำรวจอย่างละเอียดไม่ต่างจากแบบแผนการบันทึกการเดินทางสำรวจของชาวตะวันตก โดยร่วมกันเก็บข้อมูลทั้งจากการสำรวจด้วยตนเองและสอบถาม “ว่าด้วยแผ่นดินและเรือกสวนไร่นาในเมืองจันทบุรี” ในหัวข้อต่างๆ สำหรับทรงบึนทึกถึง ศิลาขาวที่คลองเมืองแกลง ตั้งอยู่ที่นั่น ยังทรงเรียกว่าคลองเมืองแกลงอยู่ เรื่องการทำไม้กระดานจากไม้ตะเคียน การทำไต้จากเปลือกต้นเสม็ดเรียกว่าไต้เสม็ด และไต้ที่ทำจากไม้ยางผุแช่น้ำมันยางเรียกว่าไต้คบ ฟืนไม้โกงกาง ประชากรคร่าวๆ ราว ๗,๐๐๐ คนเศษ กรมการราว ๙๐ คนเศษ เป็นต้น 

การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้พระแกลงแกล้วกล้า เจ้าเมืองแกลงที่ขึ้นกับเมืองจันทบุรี ไปเฝ้ารับเสด็จที่จันทบุรีเรืออรรคราชวรเดช ปากน้ำแหลมสิงห์

เมื่อเสด็จประพาส พ.ศ. ๒๔๒๗ พระแกลงแกล้วกล้าที่ชื่อมั่ง เจ้าเมืองแกลง ออกรับเสด็จที่ปากน้ำประแส พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จโดยเรือเข้ามาในคลองประแสเล็กน้อย และโปรดเกล้าให้สร้างวัดที่แหลมสน บริเวณปากน้ำประแสที่มีพระเจดีย์เก่า (ที่น่าจะสร้างมาแต่ครั้งรัชกาลที่ ๓) ตั้งอยู่เดิมแล้ว และต่อมาพระราชนามชื่อ “วัดสมมติเทพถาปนาราม”

พระแกลงแกล้วกล้าคนต่อมาชื่อ ภู่ เป็นต้นตระกูล “ฉัตรภูติ” พื้นเพน่าจะเป็นคนทางพระนครเช่นกัน เมื่อรับราชการจนถึงตำแหน่งปลัดเมืองชั้นตรีอย่างเมืองจันทบุรี เมื่อถึงโอกาสจึงได้รับตำแหน่งเจ้าเมืองแกลง บุตรีพระแกลงแกล้วกล้า (ภู่) แต่งงานกับปลัดเมืองที่เป็นพระแกลงแกล้วกล้า (บุญศรี บุญศิริ) ที่มีพื้นเพเป็นคนทางวรจักร พระนคร และเป็นน้องของสะใภ้ในตระกูลสมบัติศิริที่เป็นภรรยาของพระยาอัครราชนารถภักดี (หวาด บุนนาค) เจ้าเมืองจันทบุรีและบุตรชายก็ล้วนดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองและข้าราชการสำคัญของเมืองจันทบุรีในชั้นต่อมา ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบบมณฑลเทศาภิบาลมณฑล พ.ศ. ๒๔๔๙ ต่อมา พ.ศ. ๒๔๕๒ ให้ย้ายเมืองแกลงไปขึ้นกับเมืองระยองแทนเมืองจันทบุรี

และช่วงเวลาเดียวกันนี้เมื่อยุบเมืองแกลงเป็นอำเภอแกลงแล้วจึงย้ายที่ตั้งของเมืองจากบริเวณบ้านเรือนของเจ้าเมืองแถบบ้านดอนเค็ด วัดโพธิ์ทอง มาเป็นบริเวณสามย่านริมคลองประแส อันเป็นที่บรรจบของเส้นทางการคมนาคมที่สะดวกกว่า พื้นที่เปิดกว้างมากกว่าและน้ำไม่ท่วมมากเท่ากับบริเวณเดิมที่ผู้คนเดินทางลำบาก การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คงไม่เฉพาะเหตุผลว่าน้ำท่วมมากจึงเปลี่ยนสถานที่ แต่เพราะเป็นการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลที่มีนายอำเภอและข้าราชการตำแหน่งต่างๆ อีกจำนวนมากทำราชการโดยได้เงินเดือนประจำแทนผลประโยชน์แบบเดิม จึงต้องมีที่ทำการอำเภอหรือสถานที่ทำราชการแยกออกจากเรือนพักอาศัยของเจ้าเมืองแบบเก่าหรือนายอำเภอให้ชัดเจน และสะดวกต่อการคมนาคมติดต่อด้วย

พระอุโบสถวัดโพธิ์ทองในปัจจุบันน่าจะสร้างพร้อมกับช่วงเวลาที่ทำบานประตู ซึ่งลง พ.ศ. ๒๔๖๔ ไว้

24

พระเจดีย์สององค์ด้านหน้าวัด ซึ่งหันทิศทางลงริมลำน้ำที่เป็นท่าเรือขนของเก่า เป็นเจดีย์แบบย่อมุมไม้สิบสอง ที่อาจจะสร้างมาแต่ครั้งปลายอยุธยาจนถึงต้นรัตนโกสินทร์ได้ บอกเล่ากันว่า เป็นเจดีย์คู่ที่มีมาแต่ดั้งเดิมก่อนการสร้างวัดโพธิ์ทองและตั้งชุมชนเมืองแกลงที่ดอนเค็ด

อาคารโรงเรียนวัดโพธิ์ทอง (นวลราษฎร์บำรุง) สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๑

2

พระอุโบสถที่วัดราชบัลลังก์ฯ ก่อนการซ่อมแซม รูปแบบอาคารเช่นเดียวกับพระอุโบสถหลังเดิมที่วัดสมมิตเทพถาปนาราม วัดโพธิ์ทอง และวัดทุ่งควายกิน ซึ่งการก่อสร้างน่าจะอยู่ในช่วงราวรัชกาลที่ ๕ ร่วมสมัยกัน

บุตรีของพระแกลงแกล้วกล้า (บุญศรี) ก็แต่งงานกับพระแกลงแกล้วกล้า (สหาย สิงหพันธ์ุ) นายอำเภอแกลงคนต่อจากพระกำแหงพลล้าน (ชื่น คชภูมิ) ข้าราชการที่มีพื้นเพเป็นคนพระนคร ต่อมาได้รับราชการจนเป็นผู้ว่าราชการแถบเมืองกำแพงเพชรและสุโขทัยที่รับราชการต่อจากพระแกลงแกล้วกล้า (บุญศรี บุญศิริ) ที่ลาออกจากราชการและดำเนินธุรกิจต่างๆ รวมถึงบุตรก็ทำธุรกิจกิจการต่างๆ ทั้งในเมืองแกลงและเมืองระยอง รวมถึงรวมหุ้นกับพระแกลงแกล้วกล้า (สหาย สิงหพันธุ์) ซึ่งเป็นนายอำเภอท่าใหม่ในเวลาต่อมาทำกิจการโรงสีไฟ บุตรชายอีกสองสามท่านก็แต่งงานกับบุตรีเจ้าเมืองระยอง และบุตรีของนายบ้านหรือกำนันและผู้มีบารมีในท้องถิ่น รวมทั้งบุตรีของอดีตปลัดจีนเกาะกง จนบุตรหลานลงรากฐานมั่นคงในภูมิภาคนี้ นายอำเภอนั้นเป็นคนในท้องถิ่นก็มี เช่น ขุนบุรพาภิผล (เหลื่อม ศิริพงษ์) อดีตเจ้าของโรงพิมพ์ “พานิชเจริญศรี” ในย่านตลาดล่าง ริมแม่น้ำจันทบูร ซึ่งรับราชการต่อมาจนถึงช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ และหลังจากนั้นก็มีการจัดการปกครองในรูปแบบอำเภอในระบบราชการตามที่ทราบกันทั่วไป

1

บัลลังก์หรือตั่งไม้แกะสลักลวดลายแบบจีนด้วยฝีมือช่างชั้นสูง ปัจจุบันถูกนำไปเก็บรักษาไว้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร น่าจะครั้งสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ครั้งเป็นเจ้าคณะมณฑลจันทบุรีตรวจราชการในคราวรัชกาลที่ ๕

6

พระพุทธรูปแกะไม้หุ้มด้วยหองคำดุนเป็นลวดลาย สมบัติของวัดราชบัลลังก์ฯ จารึกว่า “แม่แอดสร้างด้วยเชื่อทางปรารถนาเทอญ” พุทธศักราช ๒๔๕๘

คัมภีร์ตำรายาในสมุดไทต่างๆ และการสร้างคัมภีร์อุทิศเพื่อพระศาสนา ลงจุลศักราช ๑๒๒๗ หรือ พ.ศ. ๒๔๐๘ สมบัติของวัดราชบัลลังก์ฯ

การรับราชการของขุนนางหัวเมืองตะวันออกนั้น จะสังเกตได้ว่าข้าราชการชั้นสูงมักถูกส่งมาจากส่วนกลาง ลำดับแรกๆ คือข้าราชบริพารใกล้ชิด ต่อมาเป็นชั้นลูกหลานเครือญาติขุนนางชั้นสูงจากพระนคร เมื่อเป็นเจ้าเมืองแล้วมักแต่งงานกับหญิงสาวซึ่งส่วนใหญ่เป็นบุตรีของผู้มีบารมีในเมืองนั้นๆ บุตรชายส่วนหนึ่งดำเนินรอยตามเข้ารับราชการการปกครองต่อส่วนบุตรีก็มักจะแต่งงานในกลุ่มข้าราชการจากส่วนกลางที่ส่งมาใหม่ 

กล่าวได้ว่า ในกลุ่มชั้นปกครองของหัวเมืองชายฝั่งทะเลตะวันออกเป็นระบบอุปถัมภ์ผ่านทางเครือญาติที่ทั้งเป็นส่วนหนึ่งในเครือข่ายพระบรมวงศานุวงศ์และกลุ่มตระกูลขุนนางด้วยกัน โดยผสานกับผู้มีบารมีทั้งกำนันและคหบดีไทยจีนที่เป็นคนในท้องถิ่น และร่องรอยในความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้ยังปรากฎให้เห็นจนถึงปัจจุบัน  

บรรณานุกรม e-book
จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. ประชุมประกาศ รัชกาลที่ ๔ พ.ศ. ๒๓๘๔-๒๔๐๔. คณะสงฆ์วัดอนงคาราม ในความอุปถัมภ์ของนายชำนาญ และคุณหญิงวลี ยุวบูรณ์ พิมพ์ถวายในงานพระราชทานเพลิงศพ พระมหาโพธิวงศาจารย์ อินทโชตเถระ ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๙ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๑๑, โรงพิมพ์ดำรงธรรม, ๒๕๑๑. https://archive.org/details/4238424040000unse
ทิพากรวงศ์, เจ้าพระยา (ขำ บุนนาค). พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๔ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์. พิมพ์เป็นที่ระลึก ในงานพระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงธรรมสารเนติ (อบ บุนนาค); วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๗ ณวัดประยูรวงศาวาส; พิมพ์ที่โรงพิมพ์พระจันทร์ ท่าพระจันทร์ พระนคร. http://vajirayana.org/พระราชพงศาวดาร-กรุง รัตนโกสินทร์-รัชชกาลที่-
ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา ตำนานคณะสงฆ์. พระนคร สามมิตร. ๒๕๑๕. http://www.finearts.go.th/chiangmailibrary/index.php/2016- 08-20-05-05-37/book/167-2017-02-02-07-14-14/5-2017-01-31-04-42-15
พระราชพงศาวดาร. คำให้การชาวกรุงเก่า. พระยาเจริญราชธน (มิ้น เลาหเสรษฐี) พิมพ์แจกในงานศพ อิ่ม ผู้มารดา, โรงพิมพ์ไทย, ๒๔๕๗. http://164.115.27.97/digital/ items/show/7969#?c=0&m=0&s=0&cv=0
พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๔. พิมพ์ในงานปลงศพคุณหญิงปฏิภานพิเศษ ( ลมุน อมาตยกุล ) ณ วัดประยุรวงศาวาส วันที่ ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๙, โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนาการ. https://th.wikisource.org/wiki/ประชุมพงศาวดาร_ภาคที่_๖๔
สำนักหอสมุดแห่งชาติ. คำให้การชาวกรุงเก่า. พระยาเจริญราชธน (มิ้น เลาหเสรษฐี)   พิมพ์แจกในงานศพ อิ่ม ผู้มารดา, โรงพิมพ์ไทย, พ.ศ. ๒๔๕๗. http://164.115.27.97/digital/items/show/7969#?c=0&m=0&s=0&cv=0

บรรณานุกรม
กรมศิลปากร. กฎหมายตราสามดวง เล่ม ๒, กรุงเทพฯ, องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๓๗.
กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์.  ชุมนุมเรื่องจันทบุรี. พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทาน  เพลิงศพ นางวรรณ จันทวิมล ณ สุสานหลวงวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๑๔. พระนคร : คุรุสภา, ๒๕๑๔.
จอห์น เบาว์ริง, เซอร์. ราชอาณาจักรและราษฎรสยาม เล่ม ๒, มูลนิธิโครงการตำรา  สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, ๒๕๕๐
เทศบางตำบลเมืองแกลง. เมืองแกลงของเราเมืองเก่าบรรพชน. เทศบาลตำบลเมือง.  แกลง จัดพิมพ์, ๒๕๔๖
ประพต เศรษฐกานนท์ บรรณาธิการ. พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ   (เจิม), จดหมายเหตุรายวันทัพ, อภินิหารบรรพบุรุษ และเอกสารอื่น. สำนักพิมพ์เคล็ดไทย, ๒๕๕๑.
ลักษณ์ บุญศิริ, พลล.ร.ท. ประวัติสกุลบุญศิริและเครือญาติ., ๒๕๒๒.
เสาวลักษณ์ กีชานนท์, แปลและเรียบเรียง. [H.Warrington Smyth] ห้าปีในสยาม เล่ม ๒. กรมศิลปากร. กรุงเทพฯ, ๒๕๕๙.
ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. ชีวิตและงานของสุนทรภู่ ฉบับกรมศิลปากรตรวจสอบชำระใหม่, กรมศิลปากร, ๒๕๕๗.

เอกสารแผนที่
หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร. แผนที่ภูมิศาสตร์และแผนที่การบิน มาตราส่วน ๑:  ๕๐,๐๐๐, ๑: ๑๐๐,๐๐๐ และ ๑; ๒๐๐,๐๐๐ กรมแผนที่ทหาร รวมรวมตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๕๘, ๒๔๖๐,๒๔๖๗, ๒๔๗๓.